• กุมภาพันธ์ 14, 2022

นักวิทยาศาสตร์

นักวิทยาศาสตร์

เมื่อเดือนที่แล้ว นักวิทยาศาสตร์ กลุ่มหนึ่งจำนวน 60 คนส่งบันทึก ช่วยจำเรียกร้อง ให้เลื่อนโครงการ
วิศวกรรมธรณีสุริยะ ซึ่งรวมถึงการเทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น การฉีดสเปรย์บนชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์ (โครงการ SAI) โดยใช้เครื่องบินปล่อยอนุภาคละอองเพื่อสะท้อนแสงอาทิตย์กลับสู่ชั้นบรรยากาศและทำให้โลกเย็นลง
.
โครงการ SAI อาจทำให้ท้องฟ้าขาว ขึ้นเล็กน้อย แต่นี่เป็นประเด็น ที่ นักวิทยาศาสตร์
บอกว่าน่ากังวลน้อยที่สุด แต่โครงการ SAI หรือการปล่อยอนุภาคละอองอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง และอาจเลวร้ายยิ่งกว่าปัญหาอุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้นและพยายามหาทางแก้ไขกันอยู่
.
จากการประเมินความเสี่ยงของนักวิทย์ลุ่มนี้พบว่าเทคโนโลยีทำให้โลกเย็นลงจะทำให้น้ำจะระเหยจากพื้นผิวของโลกไปสู่ชั้นบรรยากาศน้อยลง ทำให้รูปแบบของฝนเปลี่ยนไป และสามารถเกิดผลสะเทือนไปทั่วทั้งระบบนิเวศของโลก เช่น การโปรยละอองในจุดที่ไม่เหมาะสมจะนำไปสู่การเกิดฝนตกหนักในบางพื้นที่ และความแห้งแล้งที่รุนแรงในที่อื่นๆ ทำให้เกิดการแพร่กระจายของโรคไปเรื่อยๆ
.
นอกจากนี้ SAI อาจทำให้ภัยพิบัติทางธรรมชาติเลวร้ายยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
มีการปะทุของภูเขาไฟอย่างที่เกิดกับภูเขาไฟเอย์ยาฟิยัตลาเยอคึตซ์ (Eyjafjallajökull) ของไอซ์แลนด์ในปี 2010 อาจทำให้โลกเย็นลงโดยธรรมชาติ เนื่องจากกลุ่มเถ้าถ่านกั้นแสงแดดไม่ให้ส่องถึงพื้นผิวโลก ซึ่งหากเกิดเรื่องทำนองนี้ขึ้นในขณะที่ดำเนินโครงการ SAI อยู่ก็จะต้องปรับปรุงอย่างเร่งด่วน (ซึ่งไม่ใช่งานง่าย) เพื่อหลีกเลี่ยงการทำให้ซีกโลกหนึ่งเย็นเกินไปและทำให้เกิดรูปแบบสภาพอากาศที่รุนแรง
.
ในสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจโลกในปัจจุบันใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
ที่จะเกิดสงครามนิวเคลียร์ แต่ขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ทั่วโลกก็ยังคงเติบโตต่อไป
รวมทั้งโลกเราก็ไม่เคยขาดแคลนผู้มีอำนาจตัดสินใจทางการเมืองที่ไม่ดี ซึ่งเขม่าควันจากไฟที่เกิดจากนิวเคลียร์จะเกิด “ฤดูหนาวนิวเคลียร์” ทำให้อุณหภูมิโลกลดลงเป็นเวลาหลายปี ซึ่งมันอาจถูกซ้ำเติมให้เลวร้ายลงไปอีกโดยโครงการ SAI
.
การคาดการณ์ว่าภัยพิบัติจะไม่เกิดขึ้นในศตวรรษหน้าถือเป็นความผิดพลาด
ในขณะที่แบบจำลอง หนึ่งที่ประเมินความเป็นไปได้ของสงครามนิวเคลียร์ระหว่างรัสเซีย
และสหรัฐอเมริการะบุว่า ความน่าเป็นของเหตุการณ์นั้นอยู่ที่ 0.9% ต่อปี ส่วนการประมาณการเหตุการณ์สภาพอากาศในอวกาศ (เช่น พายุสุริยะ) ขนาดใหญ่มีตั้งแต่ 0.46% ถึง 20.3% ต่อปี
.
แน่นอน เป็นไปได้ที่ SAI จะถูกใช้งานอย่างมีความรับผิดชอบเช่นกัน
แต่ถ้ามีสิ่งหนึ่งผิดพลาดมากพอ เช่น พายุสุริยะที่คาดเดาไม่ได้เกิดขึ้น ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ของ SAI ก็อาจถูกปลดปล่อยออกมา และกรณีที่เลวร้ายที่สุดก็อาจเป็นหายนะได้
.
โดยเฉพาะหาก SAI กลายเป็นประเด็นทางการเมืองหรือการใช้ SAI ได้รับแรงหนุน
จากปัจจัยอื่นที่อยู่เหนือข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่สมเหตุผล เช่น อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลและผู้สนับสนุนที่อาจมีส่วนได้เสียในการใช้ SAI จะมีผลต่อการชะลอการใช้พลังงานหมุนเวียน
.
ฉะนั้น นักวิทย์กลุ่มนี้มองว่า SAI จะแย่กว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือไม่? ยังไม่แน่ใจ แต่เราอยู่ในโลกแห่งความซับซ้อน และความโกลาหล การพึ่งพา SAI จะไม่ฉลาดนัก
หากมีการเชื่อมโยงระบบภูมิอากาศเข้ากับระบบเศรษฐกิจและการเมืองโลกอย่างแน่นหนา และในที่สุดการใช้ SAI จะเป็นการแก้ปัญหาที่สร้างความกังวลต่อความอยู่รอดของโลกมากเกินไป

สำหรับใครที่ไม่อยากพลาด รีวิวนักวิทยาศาสตร์ น่าอ่านแบบนี้ สามารถติดตามได้ที่ >> wijsbegeerte

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น