• กรกฎาคม 12, 2021

ค่าเงินบาท

ค่าเงินบาท

ทำไม ค่าเงินบาท ถึงได้แข็งแกร่งขนาดนี้?

ในเรื่องของค่าเงินเป็นเรื่องชวนปวดหัว แม้แต่สำหรับคนที่ถนัดทางนี้ คนทั่ว ๆ ไปอย่างเรา ๆ คงไม่สนใจเรื่องค่าเงินเท่าไร แต่ในช่วงนี้เราก็จะพบว่าขนาดเราไม่สนใจ ข่าวมันก็มาไม่ขาดสายว่า “ ค่าเงินบาท แข็งมาก” ให้รีบไปเที่ยวต่างประเทศกัน และพวกเพจท่องเที่ยวประเทศต่าง ๆ ก็คึกกันสุด ๆ เลยช่วงนี้ในการเชิญพวกเราไปเที่ยวต่างประเทศในขณะที่ “ค่าเงินถูก” อยู่ ซึ่งถ้าเราสังเกต เราก็จะพบว่าประเทศที่ “ค่าเงินถูก” นี่มันแทบทุกประเทศเลย ไม่ว่าจะญี่ปุ่น ยุโรป อังกฤษ หรือกระทั่งอเมริกา ซึ่งคำตอบมันก็ชัดว่าจริง ๆ ค่าเงินเขาไม่ได้ “ถูก” หรอกครับ แต่ค่าเงินบาทของเราต่างหากที่แข็งสุด ๆ แล้วทำไมค่าเงินบาทแข็งขนาดนี้? เศรษฐกิจก็ไม่ได้เห็นดีอะไรเลย!!!

ทำไม ค่าเงินบาท ถึงได้แข็งแกร่งขนาดนี้?

ทำไม ค่าเงินบาท แข็ง สามารถแยกออกมาเป็นสเต็ปดังนี้

เบสิคแรกสุดเลย เราต้องเข้าใจระดับพื้นฐานสุดก่อนว่า สิ่งที่กำหนดค่าเงินหรือกำหนด “อัตราแลกเปลี่ยน” ระหว่างค่าเงินประเทศหนึ่งกับอีกประเทศหนึ่ง คือมูลค่าการนำเข้าและส่งออกของสองประเทศนั้น โดยในทางทฤษฎีมันไม่ต้องเกี่ยวข้องกับการโตหรือไม่โตของเศรษฐกิจในภาพรวมเลย เศรษฐกิจโดยรวมหดตัวโดยที่ค่าเงินแข็งขึ้นก็เป็นไปได้

ทำไมถึงเป็นแบบนี้? ส่วนนี้เราก็ต้องเข้าใจก่อนว่ามูลค่าของสกุลเงินประเทศหนึ่งในตลาดการเงินโลกมันขึ้นอยู่กับความต้องการซื้อสินค้าและบริการจากประเทศนั้น ๆ และการขึ้นของของค่าเงินมันก็ขึ้นอยู่กับการที่คนในประเทศนั้น ๆ ต้องการสินค้าและบริการจากประเทศอื่น ๆ ในระดับที่เท่ากันหรือมากกว่า เช่น สมมติกรณีไทยกับอเมริกา คนไทยจะซื้อสินค้าอเมริกันก็ต้องเอาเงินบาทไปแลกกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ส่วนคนอเมริกาจะซื้อสินค้าไทยก็ต้องเอาเงินดอลลาร์สหรัฐ ไปแลกเงินบาท ซึ่งการแลกกันทั้งระบบมันก็จะทำให้เกิดอัตราแลกเปลี่ยน

ทีนี้ถ้าเกิดปีถัดไปคนไทยต้องการสินค้าอเมริกันน้อยกว่าเดิม แต่คนอเมริกันต้องการสินค้าไทยมากขึ้น แบบนี้สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ คนมีความต้องการเอาเงินดอลลาร์สหรัฐ มาแลกเงินบาท มากกว่าคนต้องการเอาเงินบาทไปแลกเงินดอลลาร์สหรัฐ มากกว่าปีก่อน ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เงินบาทก็กลายเป็น “ของที่มีขายน้อยในตลาด” และราคามันก็ขึ้น ผลก็คือเงินบาทก็จะ “แข็ง” นี่คือกระบวนการขั้นพื้นฐานที่สุดในการกำหนดค่าเงินที่เราต้องเข้าใจก่อน เพราะในความเป็นจริง การค้าระหว่างประเทศมันโยงใยกันอีรุงตุงนังไปหมด และการเทียบค่าเงินปกติมันก็จะเทียบกับเป็นคู่สกุลเงินเท่านั้น พูดอีกแบบคือ ปกติเราจะบอกไม่ได้ว่าค่าเงินเรา “แข็ง” หรือไม่ เพราะแข็งหรือไม่มันต้องเทียบกับเงินเป็นสกุล ๆ ไป

ทำไม ค่าเงินบาท แข็ง สามารถแยกออกมาเป็นสเต็ปดังนี้

แต่ทีนี้ถามว่า มันมีค่าเงินที่ใช้เป็นสกุลเงินทั่วไปที่ใช้ในการเทียบมั้ย? ขอตอบเลยว่ามี ก็คือเงินดอลลาร์สหรัฐ กับเงินยูโร เพราะเงินสองสกุลนี้ เป็นสกุลที่ใช้ในการชำระเงินมากที่สุดในโลกของการค้าระหว่างประเทศ พูดง่าย ๆ ก็คือ ค่าเงินที่ “แข็งขึ้น” เมื่อเทียบกับทั้งดอลลาร์สหรัฐและเงินยูโร เขาก็จะว่ามัน “แข็ง” กัน และค่าเงินไทยก็ “แข็ง” ในนิยามนี้ แต่มันแค่นี้เหรอ? ซึ่งคำตอบคือ ไม่ เพราะเอาจริง ๆ ช่วงครึ่งหลังของปี 2018 ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐถือว่าแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินส่วนใหญ่ของโลก แต่มันก็มีสกุลเงินจำนวนหนึ่งที่ยัง “แข็ง” อยู่เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ และเงินบาทไทยคือสกุลเงินที่แข็งขึ้นมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง พูดง่าย ๆ ในสถานการณ์ตอนต้นปีนี้ เงินดอลลาร์สหรัฐนี่ไม่ได้อ่อนนะครับ แข็งพอตัวเลย แต่ ค่าเงินบาท ไทยนั้นแข็งแกร่งกว่า และจะเรียกว่า “แข็งแกร่งที่สุด” ก็พอได้ ซึ่ง ณ ตอนนี้ อเมริกาได้รับผลกระทบจาก “สงครามการค้า” ส่งผลให้การส่งออกลดลง และสิ่งที่ตามมาโดยทั่วไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ก็คือค่าเงินอ่อนลง และนั่นทำให้ยิ่งค่าเงินบาทไทยแข็งขึ้นแบบไปกันใหญ่เลย โดยที่ไม่ต้องทำอะไร

ทำไมช่วงปีหลัง ๆ ค่าเงินบาทไทยถึงแข็งนัก?

นี่เป็นคำถามที่ตอบน่าจะได้หลายแบบ เอานักเศรษฐศาสตร์เก่ง ๆ มาถกเถียงกันก็ไม่น่าจะได้ข้อสรุปตามประสาดีเบตทางวิชาการ แต่ด้วยข้อมูล เราพอจะสรุปพื้นฐานได้แน่นอนว่าประเทศเราได้ “ดุลการค้า”  เป็นบวกมาตลอด ตั้งแต่ประเทศเรามีรัฐประหารใน พ.ศ. 2557 หรือ ปี 2014 พูดอีกแบบ ภายใต้รัฐบาล คสช. ประเทศเรา “ส่งออก” มากกว่า “นำเข้า” ทีนี้มันยังไง คสช. บริหารประเทศดีเหรอ? ตรงนี้ต้องเข้าใจก่อนว่ามูลค่าการนำส่งออก มันขึ้นมาตลอดต่อเนื่องยาวนาน คือไม่ว่าใครมาบริหารประเทศ ส่วนนี้มันโตขึ้นตลอด และเราก็คงจะเคยได้ยินว่า GDP ของเราที่มันยังขึ้นได้ ก็เพราะการส่งออก ซึ่งก็เป็นสิ่งที่จริง แต่ถ้าเราดูตัวเลขการนำเข้า เราจะเห็นเลยว่า ณ ตอนนี้ มูลค่าการนำเข้าของประเทศไทยมันอยู่ระดับเดียวกับช่วงที่รัฐประหารเสร็จใหม่ ๆ นี่คือข้อเท็จจริงทางสถิติที่เถียงไม่ได้เลย ส่วนจะวิเคราะห์ยังไงนี่อีกเรื่อง ทีนี้มันเกิดจากอะไรได้บ้าง? ซึ่งเราคงจะเห็นว่า ตัวเลขส่งออกเราไม่ได้ลด ดังนั้นส่วนของ “การนำเข้าเพื่อแปรรูปส่งออก” ก็ไม่ควรจะลดเช่นกัน และควรจะเพิ่มขึ้นด้วยในช่วงเวลา 4 – 5 ปีมานี้ (เผื่อไม่ทราบกัน เมืองไทยเราเป็น “แหล่งแปรรูป” ที่สำคัญนะครับ หลาย ๆ ครั้ง เรานำเข้าวัตถุดิบมาแปรรูปเป็นสินค้าเพื่อเพื่อมูลค่าและส่งออกไปประเทศอื่น)

ทำไมช่วงปีหลัง ๆ ค่าเงินบาทไทยถึงแข็งนัก?

นี่ทำให้เราน่าจะพอได้ข้อสรุปคร่าว ๆ ว่า ส่วนของการนำเข้าที่ลดลง คือส่วนของ “การบริโภค” แน่ ๆ ซึ่งผลก็คือพอเราบริโภคสินค้าต่างประเทศเท่าเดิมหรือน้อยลง แล้วต่างชาติบริโภคสินค้าของเรามากขึ้น ค่าเงินบาท เราก็จะแข็งขึ้น อย่างที่อธิบายมาข้างต้นครับ ส่วนคนไทยบริโภคสินค้าต่างประเทศอะไรน้อยลงในรอบ 4 – 5 ปีจนค่าเงินแข็งขึ้นขนาดนี้นั้น ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ต้องวิเคราะห์เจาะลงไปในรายละเอียดกันอีกทีครับ

สำหรับใครที่ไม่อยากพลาด รีวิวค่าเงินบาท น่าอ่านแบบนี้ สามารถติดตามได้ที่ >> wijsbegeerte

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *